ทุกวัน...
posted on 06 Oct 2008 19:45 by warmwindวันก่อน อยู่ๆพ่อก็เข้ามาถามว่าอยากได้นาฬิกาของพ่อหรือเปล่า นาฬิกาข้อมือเรือนนั้นเรือนใหญ่พอดู หน้าปัดทรงสีเหลี่ยมปิดข้อมือฉันมิด และดูใหญ่โตบนข้อมือพ่อที่ตัวเล็กกว่าฉันเยอะ เป็นเรือนที่ไม่หรูหราอะไร แต่ดีไซน์เรียบๆก็ทำให้ดูเก๋ และมีราคา
แรกเห็น ฉันคิดว่ามันดูใหญ่ไปหน่อย และคิดว่าคงไม่ไ่ด้สวมเลยบอกพ่อว่าไม่เอา แต่พี่สาวก็ถามว่าไม่เอาจริงหรือ ไม่ใช่ว่าพี่สาวจะงกอะไร ฉันเข้าใจความหมายของพี่ พ่ออายุมากแล้ว ถ้าหากรับไว้ก็จะเก็บเป็นที่ระลึกได้ ฉันคิดใหม่ แต่ก็ยังอยากให้มันทำหน้าที่บอกเวลาบนข้อมือพ่อไปก่อน เลยบอกไปว่า พ่อเก็บให้ก่อนนะ ไว้ไม่ใช้แล้วก็ให้ฉันละกัน อย่าให้คนอื่น...
.......
วันนี้พ่อกลับบ้านมาพร้อมกล่องสีขาวในมือ ในกล่องคือนาฬิกาเรือนนั้น ส่วนเรือนที่อยู่บนข้อมือพ่อคือนาฬิกาเรือนใหม่ ยี่ห้อเดียวกัน แบบดูผู้ใหญ่กว่านิดหน่อย แล้วพ่อก็ให้กล่องสีขาวกับฉัน แถมบอกว่านาฬิกานี่ราคาซื้อเรือนใหม่ของพ่อสองเรือนเลยนะ
ฉันเปิดกล่องออกมาดู มันก็ยังดูเรียบๆเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ดูน่ารักด้วยหมอนเล็กๆสีดำที่นาฬิกาสวมมันไว้อยู่ ฉันหยิบมันมาลองสวมดูใหม่ คราวนี้ดูมันเหมาะกับข้อมือฉันมากขึ้น แสงสะท้อนของมันทำให้รู้สึกอุ่นๆในใจ บางทีอาจเป็นเพราะไออุ่นจากข้อมือพ่อยังคงหลงเหลืออยู่...
...................
พักหลังนี่ ฉันนึกถึงความตายบ่อยครั้ง อาจเป็นเพราะอายุมากขึ้น พ่อกับแม่ก็เข้าโรงพยาบาลหาหมอบ่อยขึ้น คนคิดมากแถมช่างจินตนาการอย่างฉันเลยอดหวั่นๆไม่ได้ ฉันไม่เคยกลัวความตายของตัวเอง แต่ฉันกลัวความตายของคนอื่น ของคนที่ฉันรัก...
ฉันรู้จักความหมายของคำว่า 'ตาย' เมื่ออายุประมาณเจ็ดขวบ(คิดว่านะ)
ไม่ใช่ว่ามีใครตายต่อหน้า แต่อยู่ๆมันก็เกิดนึกรู้ขึ้นมาเอง คืนนั้น แม่กำลังตรวจเช็คประตูระเบียงก่อนนอนอยู่ ตอนนั้นเรายังอยู่บ้านเก่า มีห้องนอนเป็นห้องยาวๆ เวลานอนก็ขนฟูกมาปูเรียงกัน ฉันนอนข้างแม่ กำลังจะหลับอยู่แล้ว อยู่ๆฉันก็ลุกขึ้นมาถามแม่ว่า คนเราจะตายพร้อมกันหรือเปล่า ฉันคิดจริงๆนะว่าพอถึงเวลา พวกเราทุกคน พ่อ แม่ พี่ ฉัน จะจากโลกไปพร้อมกัน พอคำตอบคือคำว่าไม่ ฉันเลยช็อกเล็กๆ ความตายดูน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าตัว...
เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว ฉันยังโชคดีที่ยังไม่ประสบกับเหตุการณ์ที่กลัวมาตลอดตรงๆ คนแรกที่ฉันแคร์จากไปตอนฉันยังเด็ก ยังไม่รู้อะไรมากนัก คนคนนั้นคือลุุง พี่ชายของแม่ เรารู้ข่าวตอนที่แม่พาฉันกลับจากโรงเรียน พอลงจากรถ คนที่บ้านก็บอกว่าลุงตายแล้ว แม่อึ้งไป ฉันใจหาย แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ได้แต่เลี่ยงไปเงียบๆ
ฉันยังจำภาพแม่นั่งนิ่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หันหลังให้ฉัน แสงไฟหน้าโต๊ะดูสลัว และแสนเศร้า แม้ตอนนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า ฉันน่าจะเข้าไปปลอบใจแม่ หรือเข้าไปนั่งข้างๆ ก็ยังดี...
ประสบการณ์ทางอ้อมครั้งที่สองคือเมื่อครั้งคุณย่ากำลังจะเสีย วันนั้นคุณย่าอาการหนัก หายใจไม่ออก แต่ยังรู้สึกตัว คุณย่าจับมือฉันแน่นแล้ว ร้องไห้ เหมือนคุณย่ายังไม่อยากจะจากไป ฉันได้แต่บอกคุณย่าว่า ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวก็หายแล้วนะคะ เดี๋ยวก็หาย จนยาออกฤิทธิ์และคุณย่าสงบลง ท่านถึงยอมปล่อยมือ
อีกสองวันต่อมา ท่านก็จากไป....
ความจริง ฉันเป็นหลานที่ไม่ค่อยสนิทกับท่านมากนัก นับคำพูดที่่เคยคุยกับท่านได้เลย แต่ที่จำได้แม่นคือ ครั้งหนึ่งเคยไปเยี่ยมท่านแล้วไปเจอนิตยสารที่ลงนิยายที่ฉันชอบอ่าน พอคุณย่ารู้ก็ส่งนิตยสารนั่นมาให้ฉันอ่านต่อตลอด...
เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไร แต่ก็บอกถึงความสัมพันธ์บางอย่าง ที่บางทีไม่จำเป็นต้องซาบซึ้งอะไรมากมาย แต่มันก็ติดอยู่ในความทรงจำ
.......
ตอนนี้ทุกคนที่ฉันรักยังยังอยู่ดีอยู่ แม่ยังคงเดินไปเดินมาทำนู่นทำนี่ให้วุ่นทุกเช้าในครัว พี่สาวยังคงนอนอุตุตื่นสายเหมือนเดิมในห้องนอน ส่วนพ่อก็ยังคงตื่นเช้าออกไปเดินเล่นในสวนทุกเช้าและทุกเย็น เสื้อยืดสีขาวของพ่อที่ตัดกันฉึบฉับกับแมกไม้สีเขียว ยังคงยืนยันความปกติสุขในชีวิตประจำวัน
แต่ฉันไม่รู้หรอกว่าในอนาคตข้างหน้าหรือแม้แต่เสี้ยววินาทีที่กำลังจะมา อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง สิ่งที่รู้ก็คือเราไม่อาจทำอะไรได้นอกจากใส่ใจกับความรู้สึกในปัจุบันให้ดีที่สุด
และไม่ลืมบอกพ่อที่กำลังจะออกจากบ้านไปทำงานว่า 'ขับรถดีๆ นะพ่อ'
ทุกวัน...
สัญญากับตัวเองว่าจะหาความรู้เพิ่ม และไม่ให้มีข้อผิดพลาดอีก...